SEO คืออะไร ? ทริคการทำ SEO เพื่อการเติบโตของธุรกิจในปี 2024

Blog---What-is-SEO--A-Guide-to-Grow-Your-Business-in-2024-th

SEO คืออะไร ? ทริคการทำ SEO เพื่อการเติบโตของธุรกิจในปี 2024

หลาย ๆ คนคงคุ้นเคยกับคำว่า SEO กันอยู่แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าหมายถึงเครื่องมืออะไร ? และมีวิธีการทำงานรูปแบบไหน ? 

ในคู่มือฉบับนี้เราจะพาทุกท่านดำดิ่งสู่โลกแห่งการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต และไขความลับของกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนกลยุทธ์ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่ต้องการเพิ่มการมองเห็นแบรนด์บนช่องทางออนไลน์ ขยายธุรกิจ หรือเป็นบุคคลที่อยากเข้าใจกลไกการทำงานของเครื่องมือ SEO บทความนี้จะทำใหุ้ณเห็นภาพรวมมากยิ่งขึ้น มาเริ่มกันเลย!

 

SEO คืออะไร

SEO คืออะไร ?

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ซึ่งหมายถึงการปรับปรุงเว็บไซต์และหน้าเว็บไซต์ให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มการมองเห็นและอันดับในหน้าผลการค้นหาของเครื่องมือค้นหา (SERPs)

เป้าหมายของ SEO คือเพิ่มการค้นหาแบบออร์แกนิกหรือไม่ใช้การจ่ายเงินค่าโฆษณาเพื่อส่งคนไปยังเว็บไซต์ แต่ทำให้เว็บปรากฏในอันดับการค้นหาที่สูงเมื่อผู้ใช้ค้นหา Keywords หรือวลีที่เกี่ยวข้อง

SEO ประกอบด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น Research Keywords, การปรับปรุงในหน้าเว็บ, การปรับปรุงทางเทคนิค, การสร้างลิงก์, การสร้างคอนเทนต์ เป็นต้น เพื่อเพิ่มการแสดงผลของเว็บไซต์และดึงดูด Organic Traffic 

 

ทำไมการทำ SEO ถึงมีความสำคัญต่อธุรกิจ?

SEO มีความสำคัญสำหรับธุรกิจและเว็บไซต์ค่อนข้างมาก โดยเราได้อ้างอิงข้อมูลจากการวิจัย เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพมากขึ้นดังนี้ 

 

  1. การสร้าง Organic Traffic: ตามการศึกษาโดย BrightEdge การค้นหาแบบออร์แกนิกบนเว็บไซต์มีมากกว่า 51% ในขณะที่การค้นหาแบบจ่ายเงินค่าโฆษณาและการทำโซเชียลมีเดีย มีเพียง 10% เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ SEO ในการสร้าง Organic Traffic ซึ่งนำไปสู่การแสดงผลที่มากขึ้นและมีโอกาสในการเกิด Conversion สูงขึ้น
  2. การมองเห็นที่เพิ่มขึ้น: เครื่องมือค้นหาอย่าง Google มีเป้าหมายในการนำเสนอผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องและมีประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้งาน ด้วยการนำกลยุทธ์ SEO มาใช้ ทำให้เว็บไซต์สามารถเพิ่มการปรากฏตัวในผลการจัดอันดับได้ โดยการวิจัยของ Backlinko พบว่า ผลการค้นหาแบบออร์แกนิกอันดับแรกใน Google มีโอกาสถูกคลิกสูงถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับเว็บในอันดับที่ 10
  3. ความน่าเชื่อถือจากผู้ใช้: ผู้คนมีความเชื่อถือในเครื่องมือค้นหาที่ให้ข้อมูลถูกต้องและน่าเชื่อถือ การจัดอยู่ในอันดับสูงของผลการค้นหาจะสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้ และมีแนวโน้มที่กลุ่มเป้าหมายจะเข้าชมเว็บไซต์ที่ปรากฏในอันดับต้น ๆ ของผลการค้นหาข้อมูลจาก Search Engine Journal เปิดเผยว่า 75% ของผู้ใช้ จะไม่มองหาข้อมูลที่เกินไปจากหน้าแรกของผลการค้นหา ซึ่งแสดงให้เห็นความสำคัญของ SEO ในการสร้างความน่าเชื่อถือแก่ผู้ใช้อย่างมาก
  4. การเกิด Conversion Rate ที่สูงขึ้น: SEO ช่วยเจาะจง Keywords และปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับความตั้งใจของผู้ใช้และความตั้งใจในการค้นหา เมื่อผู้ใช้พบข้อมูลที่ต้องการผ่าน Organic Traffic พวกเขามีแนวโน้มที่จะกลายเป็นลูกค้าได้มากขึ้นตามข้อมูลของ Hubspot จำนวน Leads ที่มาจาก SEO มีอัตราการปิดดีล 14.6% เมื่อเทียบกับ Leads จากช่องทางอื่น ซึ่งมีอัตราการปิดดีลเพียง 1.7%
  5. ความได้เปรียบในการแข่งขัน: ธุรกิจที่ลงทุนใน SEO จะได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่ง การวิจัยจาก Webfx พบว่า 93% ของการใช้งานบนโลกออนไลน์มักเริ่มต้นการค้นหาบน Search Engine แสดงให้เห็นว่าธุรกิจที่ไม่มีการปรากฏตัวใน SEO อาจสูญเสียลูกค้าไปให้คู่แข่งได้
  6. แผนการตลาดที่คุ้มค่า: เมื่อเปรียบเทียบกับช่องทางการตลาดดิจิทัลอื่น ๆ SEO สามารถให้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่าจากงานวิจัยพบว่า ผู้ใช้มีแนวโน้มที่จะคลิกผลการค้นหาแบบออร์แกนิกมากกว่าแบบจ่ายเงินโฆษณาประมาณ 70% ในขณะที่การคลิกลิงก์แบบจ่ายเงินโฆษณามีประมาณ 30% เท่านั้น ทำให้ SEO เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่คุ้มค่าสำหรับธุรกิจ และสามารถดึงดูดกลุ่มคนคุณภาพที่สามารถเปลี่ยนเป็น Leads ได้
  7. ปรับให้เข้ากับการใช้งานบนมือถือ: ด้วยการใช้อุปกรณ์มือถือที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน Google จึงให้ความสำคัญกับเว็บที่เป็นมิตรกับมือถือในการจัดอันดับผลการค้นหาค่อนข้างมาก Whatsthebigdata พบว่า 92.3% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมักใช้ผ่านสมาร์ตโฟนมากกว่าอุปกรณ์อื่น ดังนั้นการปรับให้เหมาะสมบนมือถือ จะทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงและมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

SEO vs. PPC

SEO คืออะไร

PPC (Pay-Per-Click) และ SEO (Search Engine Optimization) เป็นกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลยอดนิยมที่ใช้ในการดึงดูดผู้ใช้งานเข้าสู่เว็บไซต์ แม้ว่าทั้งสองวิธีนี้จะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มการมองเห็นบนเครื่องมือค้นหา แต่ก็มีความแตกต่างกันในหลายด้าน

 

PPC คือการจ่ายเงินสำหรับโฆษณาที่ปรากฏด้านบนหรือด้านข้างของหน้าผลการค้นหา ผู้ลงโฆษณาจะต้องประมูล (Bid) Keywords ที่ต้องการ และจะเสียเงินก็ต่อเมื่อมีคนคลิกที่โฆษณาเท่านั้น วิธีนี้ช่วยให้มองเห็นโฆษณาได้ทันที และสามารถควบคุมตำแหน่งที่แสดงโฆษณาได้ 

 

อัปเดตตัวเลขล่าสุด การตลาดโฆษณาดิจิทัลทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 455 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 โดย PPC นั้นมีสัดส่วนสำคัญอย่างมาก

 

ในทางกลับกัน SEO เป็นกระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับตามธรรมชาติบน Search Engine โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น Research Keywords  การสร้างเนื้อหาที่เป็นมิตรกับ SEO และการสร้างลิงก์ เพื่อปรับปรุงการมองเห็นเว็บไซต์ในอันดับการค้นหา 

 

โดย Organic Traffic ที่เกิดจาก SEO จะดึงดูดการคลิกจากผลการค้นหาโดยรวมได้มากกว่าโฆษณาที่จ่ายเงิน ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดเผยว่าการค้นหาแบบออร์แกนิกนั้นสร้าง Traffic ให้เว็บไซต์โดยเฉลี่ยมากกว่า 50%

 

แม้ว่า SEO จะให้ประโยชน์ในระยะยาวและช่วยให้ Traffic เติบโตอย่างยั่งยืน แต่ PPC จะเห็นผลลัพธ์ได้ทันที ส่วนการทำ SEO นั้นต้องใช้เวลาและความพยายามในการสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะในขณะที่ PPC ช่วยให้มองเห็นโฆษณาได้รวดเร็ว แต่ต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การทำ SEO จึงมีความคุ้มค่ากว่าในระยะยาว เนื่องจาก Organic Traffic ไม่ต้องเสียเงินซ้ำ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของ PPC อาจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

 

เครื่องมือค้นหาทำงานอย่างไร ?

SEO คืออะไร

เครื่องมือค้นหาทำงานโดยใช้อัลกอริทึม (algorithms) เพื่อไล่เก็บและสร้างดัชนี (indexing) เว็บไซต์ จากนั้นจึงให้ผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ใช้ตามคำค้นหาของพวกเขา โดยมีขั้นตอนการทำงานดังนี้ 

 

  1. การไล่เก็บ (Crawling) บอทของเครื่องมือค้นหา ซึ่งรู้จักกันในนาม crawlers หรือ spiders โดยจะเข้าชมเว็บไซต์และติดตามลิงก์ เพื่อค้นหาและอ่านเนื้อหาแต่ละหน้า
  2. การสร้างดัชนี (Indexing) เครื่องมือค้นหาจะวิเคราะห์เนื้อหาที่พบระหว่างกระบวนการไล่เก็บและสร้างดัชนี ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของเว็บไซต์และเนื้อหาทั้งหมด
  3. การจัดอันดับ (Ranking) เมื่อผู้ใช้ป้อนคำค้นหา เครื่องมือค้นหาจะจับคู่กับเนื้อหา โดยใช้อัลกอริทึมในการจัดอันดับเพื่อกำหนดผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องมากที่สุด ซึ่งอัลกอริทึมเหล่านี้จะพิจารณาจากปัจจัยการจัดอันดับต่าง ๆ เช่น keywords (search terms), ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์, ประสบการณ์ของผู้ใช้ เป็นต้น
  4. การแสดงผลลัพธ์ เครื่องมือค้นหาจะแสดงผลการค้นหาในรูปแบบรายการ โดยปกติจะมีชื่อเรื่อง คำอธิบายสั้น ๆ และลิงก์ไปยังหน้าที่เกี่ยวข้อง ซึ่งลำดับของผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมการค้นหา
  5. ปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้ เมื่อผู้ใช้คลิกผลการค้นหา พวกเขาจะถูกนำทางไปยังเว็บไซต์ เครื่องมือค้นหาจะติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้ เช่น ระยะเวลาที่อยู่บนหน้านั้นหรือการคลิกลิงก์อื่น เพื่อใช้ในการปรับปรุงอัลกอริทึมอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

 

เครื่องมือค้นหามีเป้าหมายในการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและมีประโยชน์แก่ผู้ใช้ ทำให้พวกเขาสามารถค้นพบสิ่งที่กำลังมองหาได้อย่างรวดเร็ว

 

SEO ทำงานอย่างไร?

SEO คืออะไร

เครื่องมือค้นหาอย่าง Google ใช้อัลกอริทึม (Algorithms) ที่มีความซับซ้อนในการกำหนดความเกี่ยวข้อง ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ซึ่งกลยุทธ์ SEO มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์เหล่านี้และจัดอันดับสูงขึ้นในผลการค้นหา โดยขั้นตอนสำคัญในการทำงานของ SEO มีดังนี้

  • • การวิจัยคำหลัก (Keyword Research): SEO เริ่มต้นด้วยการระบุคำหลักและวลีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ใช้จะใช้ในการค้นหาผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณ Keywords ที่เหมาะสมควรมีปริมาณการค้นหาที่เหมาะสมและไม่ควรเน้นที่ SERPs มากเกินไป และอาจจะเป็นคำทั่วไปสั้น ๆ เช่น “รองเท้า” หรือ Long-Tail Keywords ที่เจาะจงมากขึ้น เช่น “รองเท้าวิ่งสีน้ำเงินรองรับเสริมส้นเท้าอักเสบ”

เมื่อพูดถึง SEO ที่ประสบความสำเร็จ คุณควรหลีกเลี่ยง Keywords ที่มีการแข่งขันสูง เว้นแต่ว่าเว็บไซต์ของคุณจะมีความน่าเชื่อถือที่เพียงพอ

  • • การปรับปรุงหน้าเว็บไซต์ (On-Page Optimization): เมื่อระบุ Target Keywords แล้ว Keywords เหล่านั้นจะต้องถูกรวมเข้ากับองค์ประกอบต่าง ๆ บนหน้าเว็บอย่างมีกลยุทธ์ เช่น page titles, meta descriptions, หัวข้อ และเนื้อหา ซึ่งการปรับปรุงนี้จะช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจเนื้อหาของหน้าได้ดีขึ้น

 

  • • การสร้างเนื้อหา (Content Creation): เนื้อหาที่มีคุณภาพสูงนั้นมีความเกี่ยวข้องและมีความสำคัญต่อ SEO อย่างมาก เนื้อหาเหล่านี้จะให้คุณค่าแก่ผู้ใช้และเพิ่มโอกาสในการจัดอันดับที่สูงขึ้นในผลการค้นหา การสร้างบล็อกโพสต์ บทความ หรือคู่มือที่กล่าวถึงหัวข้อสำคัญในอุตสาหกรรมของคุณ สามารถดึงดูด Organic Traffic และเพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ได้

 

หากคุณเปิดเว็บไซต์ทำอาหาร คุณสามารถสร้างคำแนะนำที่ครอบคลุมเกี่ยวกับ “วิธีอบเค้กช็อกโกแลตที่สมบูรณ์แบบ” และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Keywords ที่เกี่ยวข้องได้ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาที่มีคุณภาพ เพราะมีความจำเป็นอย่างมากในการทำ SEO

 

  • • การสร้างลิงก์ (Link Building): การสร้างโปรไฟล์ลิงก์ที่แข็งแกร่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำ SEO ซึ่งเครื่องมือค้นหาจะมองว่าลิงก์ภายนอกที่นอกจากเว็บไซต์ของเรานั้นมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถสร้าง Back Link ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การเขียนบล็อกโดยผู้เยี่ยมชม, การสร้างเนื้อหาที่สามารถเพิ่มการแชร์ของกลุ่มเป้าหมายได้ หรือการเป็นพันธมิตรกับผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม 

 

หากคุณมีร้านค้า E-Commerce ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว คุณอาจจะร่วมมือกับ Blogger ความงามสำหรับการเขียนโพสต์ ทำรีวิวสินค้า และTie-In กลับมายังเว็บไซต์ของคุณ

 

  • • การเพิ่มประสิทธิภาพทางเทคนิค: เครื่องมือค้นหาเช่น Google ควรจะสามารถรวบรวมข้อมูลและจัดทำดัชนีเว็บไซต์ของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพทางเทคนิคเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์มีโครงสร้างที่ดี โดยมีโครงสร้าง URL ที่เหมาะสม แผนผังเว็บไซต์ XML เวลาในการโหลดที่รวดเร็ว และการออกแบบที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือบนมือถือ

 

การปรับปรุงเวลาโหลดของเว็บไซต์โดยการบีบอัดภาพ การลดโค้ด และการใช้ประโยชน์จากระบบแคช จะสามารถปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้และประสิทธิภาพ SEO ได้อย่างมาก

 

  • • การวิเคราะห์และการติดตามผล (Analytics and Monitoring): การติดตามผลของการทำ SEO ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสามารถใช้เครื่องมืออย่าง Google Analytics และ Google Search Console เข้ามาช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเว็บไซต์ได้ focus keywords จะเพิ่มกลุ่มเป้าหมายเข้าเว็บไซต์มากขึ้น และจะส่งผลต่ออันดับ SEO อีกด้วย

 

การรับประกันเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องกัน

SEO คืออะไร

หมายถึงการทำให้แน่ใจว่าเนื้อหาของคุณตรงกับสิ่งที่คนกำลังค้นหา เมื่อมีใครค้นหาบน Google สิ่งที่พวกเขากำลังมองหาหรือสนใจแบ่งได้ 4 ประเภท ดังนี้

 

  • • ต้องการผู้ช่วยนำทาง (Navigational): เมื่อใครบางคนพยายามไปยังเว็บไซต์หรือหน้าเว็บ เช่น การเสิร์ช “Facebook login” ใน Google พวกเขาน่าจะพยายามหาหน้าล็อกอินของ Facebook

 

  • • ต้องการข้อมูลเชิงลึก (Informational): เมื่อใครบางคนกำลังมองหาข้อมูลในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง เช่น การเสิร์ช “วิธีการอบเค้ก” พวกเขาต้องการข้อมูลในการอบเค้ก

 

  • • การค้า (Commercial): เมื่อใครบางคนสนใจที่จะซื้อบางอย่าง แต่อาจจะยังไม่ได้ตัดสินใจ เช่น การค้นหา “แล็ปท็อปราคาดีที่สุดต่ำกว่า $1000” พวกเขากำลังเปรียบเทียบราคาและคุณภาพก่อนที่จะซื้อ

 

  • • การทำธุรกรรม (Transactional): เมื่อใครบางคนพร้อมที่จะซื้อบางสิ่ง เช่น การค้นหา “ซื้อ iPhone 13” พวกเขากำลังมองหาแหล่งที่จะซื้อ

 

และเพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหาของคุณมีความเกี่ยวข้องกับประเภทการค้นหาที่แตกต่างกันเหล่านี้ นี่คือสิ่งสำคัญที่คุณควรให้ความสนใจ:

 

  • • ความเกี่ยวข้องของหัวข้อ (Topical relevance): เนื้อหาของคุณควรตรงกับหัวข้อที่คนกำลังค้นหา หากใครบางคนกำลังมองหาข้อมูลเกี่ยวกับการอบเค้ก เนื้อหาของคุณควรเป็นเรื่องการอบเค้ก ไม่ใช่เรื่องอื่นที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง เช่น การทำสวน

 

  • • ประเภทของเนื้อหา (Type of content): การค้นหาประเภทต่าง ๆ นั้นต้องการเนื้อหาที่แตกต่างกัน เช่น สำหรับการค้นหาแบบนำทาง ควรสร้างในหน้าแรกหรือมีแผนผังเว็บไซต์, สำหรับการค้นหาข้อมูลเชิงลึก ควรสร้างบล็อกโพสต์หรือบทความ, สำหรับการค้นหาเชิงพาณิชย์ ควรมีหน้ารีวิวสินค้าหรือคู่มือเปรียบเทียบ และสำหรับการค้นหาเพื่อทำธุรกรรม คุณอาจจะสร้างหน้าสินค้าหรือหน้าชำระเงินเพื่อปิดการขาย

 

  • • ความสดใหม่ของเนื้อหา (Content freshness): คนต้องการข้อมูลที่ทันสมัย โดยเฉพาะสำหรับหัวข้อที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาของคุณสดใหม่และอัปเดตเป็นประจำ ตัวอย่างเช่น บล็อกโพสต์เกี่ยวกับสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาที่อัปเดตนั้นคือรุ่นที่เพิ่งปล่อยออกมาจริง ๆ

 

  • • สถานที่ (Location): บางครั้งคนกำลังมองหาสิ่งที่เฉพาะเจาะจงกับสถานที่ของพวกเขา ตัวอย่างเช่น หากใครบางคนค้นหา “จัดส่งพิซซ่า” พวกเขาน่าจะต้องการหาร้านพิซซ่าใกล้ตัวเอง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาของคุณมีความเกี่ยวข้องกับสถานที่ของกลุ่มเป้าหมายของคุณ

 

การสร้างเนื้อหาคุณภาพ

SEO คืออะไร

การสร้างเนื้อหาคุณภาพเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ SEO ที่ประสบความสำเร็จ เมื่อคุณได้ทำการวิจัย Keywords เสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มสร้างเนื้อหาที่ไม่เพียงแต่เจาะจงเฉพาะ Keywords เหล่านั้น แต่ยังให้คุณค่าแก่กลุ่มเป้าหมายของคุณด้วย

 

ปัจจัยที่ควรพิจารณาเมื่อสร้างเนื้อหาคุณภาพสูง:

 

  1. ความครอบคลุม (Comprehensiveness): เนื้อหาของคุณควรให้ข้อมูลที่ครอบคลุมและละเอียดเกี่ยวกับหัวข้อนั้น มันควรครอบคลุมทุกแง่มุมและตอบคำถามที่พบบ่อย
  2. ความแปลกใหม่ (Uniqueness): พยายามนำเสนอเนื้อหาที่แปลกใหม่และเป็นของแท้เพื่อให้โดดเด่นจากคู่แข่ง นำเสนอมุมมองที่แปลกใหม่ ข้อคิดเห็นที่โดดเด่น หรือนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่แตกต่างออกไป เพื่อทำให้เนื้อหาของคุณน่าสนใจและมีคุณค่ามากขึ้น
  3. สัญญาณ E-E-A-T (E-E-A-T Signals): E-E-A-T ย่อมาจาก Experience (ประสบการณ์), Expertise (ความเชี่ยวชาญ), Authoritativeness (ความมีอำนาจ) และ Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ) มีความสำคัญในการสร้างเว็บไซต์ของคุณให้เป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ สิ่งนี้สามารถทำได้โดยการแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในสาขาของคุณ นำเสนอคุณสมบัติหรือประสบการณ์ และอ้างอิงแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อสนับสนุนเนื้อหาของคุณ
  4. ความง่ายต่อการอ่าน (Readability): ทำให้แน่ใจว่าเนื้อหาของคุณอ่านและเข้าใจได้ง่าย ใช้วรรคและประโยคที่กะทัดรัด ใช้หัวข้อและหัวข้อย่อยเพื่อแบ่งเนื้อหา อาจจะใช้ตัวเลขเพื่อจัดระเบียบข้อมูล โดยพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายและเพื่อสร้างงานเขียนให้สอดคล้องกับพวกเขา

 

ควรเริ่มต้นการทำ SEO อย่างไร?

 

การสร้างเนื้อหาคุณภาพ ให้เริ่มจากการระดมสมองหัวข้อที่เกี่ยวข้องตามการวิจัยคำหลักของคุณ ทำการวิจัยอย่างละเอียดเพื่อรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย

 

ใช้แหล่งที่เชื่อถือได้และอ้างอิงอย่างเหมาะสม จัดเรียงเนื้อหาของคุณอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มีความราบรื่นและครอบคลุมในประเด็นที่จำเป็นทั้งหมด สุดท้ายแก้ไขและตรวจทานเนื้อหาของคุณสำหรับไวยากรณ์ การสะกดคำ และความชัดเจน

 

การใช้งานที่มีประสิทธิภาพ

SEO ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงแค่การปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณสำหรับเครื่องมือค้นหาเท่านั้น การมุ่งเน้นไปที่การให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้ก็มีความสำคัญเช่นกัน ความสามารถในการใช้งานได้ดีเป็นแง่มุมสำคัญ เนื่องจากเครื่องมือค้นหาให้คุณค่ากับเว็บไซต์ที่ใช้งานง่ายและให้คุณค่าแก่ผู้ใช้ และนี่คือปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา 

 

  1. ความปลอดภัยของเว็บไซต์ (Site Security): การมีเว็บไซต์ที่ปลอดภัยไม่เพียงแต่สำคัญต่อความไว้วางใจของผู้ใช้เท่านั้น แต่ยังสำคัญต่ออันดับการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาด้วยการนำ HTTPS (secure socket layers) และ SSL certificates มาใช้สามารถช่วยปกป้องเว็บไซต์และข้อมูลผู้ใช้ของคุณได้ ซึ่งเป็นการให้ความมั่นใจแก่ผู้ใช้ว่า ข้อมูลของพวกเขาจะปลอดภัย และเครื่องมือค้นหาจะนำสิ่งนี้มาพิจารณาในการจัดอันดับ
  2. ความเร็วของหน้าเว็บไซต์ (Page speed): ความเร็วของหน้าเว็บไซต์เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้ใช้ โดยหน้า SEO ที่โหลดช้าจะทำให้ผู้ใช้กดออกจากหน้าเว็บสูงขึ้น ส่งผลให้อันดับการค้นหาต่ำลง การเพิ่มประสิทธิภาพโค้ดของเว็บไซต์ของคุณ การบีบอัดรูปภาพ และการใช้เทคนิคการแคชเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยในการปรับปรุงความเร็วของหน้าเว็บไซต์ได้
  3. การเป็นมิตรกับมือถือ (Mobile Friendliness): ด้วยการใช้งานบนมือถือที่เพิ่มขึ้น การมีเว็บไซต์ที่เป็นมิตรกับมือถือจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็น เว็บไซต์ที่เป็นมิตรกับมือถือไม่เพียงแต่ช่วยเสริมประสบการณ์ผู้ใช้เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่ออันดับการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหาที่สูงขึ้นด้วย การออกแบบแบบและเทคนิคการปรับปรุงให้เป็นมิตรกับมือถือจะช่วยให้แน่ใจว่า เว็บไซต์ของคุณดูดีและทำงานได้อย่างราบรื่นบนอุปกรณ์มือถือ
  4. ความง่ายในการใช้งาน (Ease of Use): เว็บไซต์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้จะนำทางให้ผู้เข้าชมได้ง่าย ช่วยค้นหาข้อมูลและดำเนินการตามที่ต้องการได้อย่างราบรื่น การมีโครงสร้างเว็บไซต์ที่สอดคล้อง มีเมนูที่ชัดเจนและกะทัดรัด รวมถึงเนื้อหาที่จัดระเบียบอย่างดีสามารถเพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้ได้อย่างยิ่ง นอกจากนี้การให้คำแนะนำที่เข้าใจได้ง่ายและกะทัดรัด เช่น การกรอกแบบฟอร์มหรือการสั่งซื้อ ก็สามารถปรับปรุงความสามารถในการใช้งานได้

 

ควรเริ่มต้นอย่างไร?

เมื่อเป็นเรื่องของการปรับปรุงการใช้งานใน SEO สิ่งสำคัญคือต้องจัดลำดับความสำคัญและมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ที่จะมีผลกระทบที่สำคัญที่สุด

 

ข้อแนะนำสำหรับการเริ่มต้นมีดังนี้:

  • • ทำการตรวจสอบเว็บไซต์ (Conduct a Website Audit)
  • • ปรับปรุงประสิทธิภาพทางเทคนิค (Address Technical Optimization)
  • • ปรับปรุงสำหรับอุปกรณ์มือถือ (Optimize for Mobile Devices)
  • • เพิ่มประสบการณ์ให้แก่ผู้ใช้ (Enhance User Experience)

 

โปรดจำไว้ว่าการใช้งานที่ดีเยี่ยมเป็นพื้นฐานที่สำคัญของ SEO ที่ประสบความสำเร็จและควรทำอย่างต่อเนื่อง

 

การสร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์

SEO คืออะไร

การสร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญในการทำ SEO เนื่องจากช่วยให้เครื่องมือค้นหาระบุความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้องของเว็บไซต์หรือเพจได้ เช่นลิงก์ย้อนกลับคุณภาพสูงและการแชร์บนโซเชียลมีเดีย มีส่วนทำให้อันดับของเครื่องมือค้นหาดีขึ้นและเพิ่มปริมาณการเข้าชมได้มากขึ้น

 

  1. การสร้างคอนเทนต์ที่มีคนอยากลิงก์มา (linkable assets): การสร้างคอนเทนต์คุณภาพสูง ทำให้ผู้อื่นอยากนำไปวางลิงก์ไว้บนคอนเทนต์ของเขา เช่น บล็อกข้อมูล คู่มือครบวงจร อินโฟกราฟิก วิดีโอ หรือคอนเทนต์ประเภทอื่นที่มีมุมมองหรือวิธีแก้ปัญหาได้ตรงจุด การผลิตคอนเทนต์คุณภาพนี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยดึงดูดลิงก์ย้อนกลับคุณภาพสูงจากเว็บไซต์น่าเชื่อถืออื่น ๆ และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้เว็บของคุณได้ด้วย
  2. การเขียนบล็อกจากผู้เยี่ยมชม: การเขียนบล็อกของผู้มาเยี่ยมชมเกี่ยวข้องกับการเขียนและเผยแพร่บทความบนเว็บไซต์ได้ในวงกว้าง กลยุทธ์นี้จะช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งขึ้นและเข้าถึงคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้าใหม่ ๆ และขณะเดียวกันก็ได้รับลิงก์ย้อนกลับมาด้วย
  3. การสร้างลิงก์ที่ใช้งานไม่ได้: กลยุทธ์การสร้างลิงก์ที่ใช้งานไม่ได้เกี่ยวข้องกับการค้นหาลิงก์ที่ใช้งานไม่ได้บนเว็บไซต์อื่นๆ และติดต่อกับเจ้าของเว็บไซต์เพื่อแนะนำให้แทนที่ลิงก์ที่ใช้งานไม่ได้ด้วยลิงก์ไปยังเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องกับคุณ วิธีการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์แก้ไขลิงก์ที่เสียหายและปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ แต่ยังเปิดโอกาสให้คุณได้รับลิงก์ย้อนกลับคุณภาพสูงอีกด้วย

 

ควรเริ่มทำสิ่งนี้ได้อย่างไร?

 

ให้เริ่มต้นด้วยการ Research Keywords และคู่แข่งอย่างละเอียด ระบุพื้นที่ที่คุณสามารถสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าและคุ้มค่าในการทำ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มช่องว่างในตลาดให้คุณได้

 

เมื่อคุณมีกลยุทธ์ด้านเนื้อหาแล้ว ให้ติดต่อกับเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและเสนอโอกาสในการเขียนบล็อกสำหรับผู้เยี่ยมชม

 

ใช้เครื่องมือเช่น Broken Link Checkers เพื่อค้นหาลิงก์ที่ใช้งานไม่ได้บนเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้และสร้างข้อความเข้าถึงส่วนบุคคลเพื่อแนะนำทางเลือกอื่น ๆ

 

การสร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์นั้นต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างสม่ำเสมอ มุ่งเน้นที่การผลิตเนื้อหาคุณภาพสูง การได้รับลิงก์ย้อนกลับที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ

 

ความจริงเกี่ยวกับ SEO

  • • SEO ต้องใช้เวลา: การบรรลุและรักษาอันดับที่สูงในหน้าผลการค้นหาต้องใช้ความพยายามและความอดทนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่กระบวนการทำภายในคืนเดียวแต่เป็นการลงทุนระยะยาว

 

  • • เนื้อหาสำคัญที่สุด: เนื้อหาคุณภาพสูง เกี่ยวข้อง และดึงดูดผู้อ่านคือรากฐานของ SEO ที่ประสบความสำเร็จ เครื่องมือค้นหาจะจัดอันดับที่สูงให้กับเว็บไซต์ที่มีข้อมูลคุณภาพ

 

  • • Keywords ยังมีความสำคัญ: การเข้าใจ Keywords ที่คนใช้ค้นหาสินค้าหรือบริการในอุตสาหกรรมของคุณถือเป็นเรื่องสำคัญ การ Research Keywords จะช่วยเจาะกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มประสิทธิภาพให้คอนเทนต์เว็บไซต์ได้มากขึ้น

 

  • • เทคนิค SEO มีความจำเป็น: การปรับปรุงองค์ประกอบทางเทคนิคของเว็บ เช่น ความเร็วเว็บ ความเป็นมิตรกับมือถือ การสแกนหน้าเว็บ และข้อมูลโครงสร้าง มีบทบาทสำคัญต่ออันดับการจัดอันดับ

 

  • • Backlink นั้นสำคัญ: การสร้างโปรไฟล์ลิงก์ย้อนกลับคุณภาพสูงและหลากหลายเป็นกุญแจสำคัญในการปรับปรุงอำนาจและการมองเห็นเว็บไซต์ของคุณ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องมุ่งเน้นที่การรับลิงก์ที่เป็นธรรมชาติและมีความเกี่ยวข้อง

 

  • • ประสบการณ์ผู้ใช้มีความสำคัญ: เครื่องมือค้นหาจะพิจารณาปัจจัยประสบการณ์ผู้ใช้ เช่น ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ การตอบสนองของมือถือ และการนำทางที่ง่ายดายเมื่อจัดอันดับเว็บไซต์ ประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีจะนำไปสู่อันดับที่สูงขึ้น

 

  • • อัลกอริทึมมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง: เครื่องมือค้นหาอย่าง Google มีการปรับปรุงอัลกอริทึมอยู่เสมอ เพื่อให้ผลการค้นหาที่ดียิ่งขึ้น การติดตามความเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมจะช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์ SEO ได้

 

  • • Local SEO สำคัญสำหรับธุรกิจ: หากธุรกิจพึ่งพาลูกค้าในพื้นที่ การปรับให้เหมาะสำหรับการค้นหาท้องถิ่นถือเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งรวมถึงการปรับ Google My Business ลงในสารบบชี้แหล่งท้องถิ่น รวมถึง Keywords และเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

 

  • • SEO และการตลาดเนื้อหาดำเนินควบคู่กัน: SEO และการตลาดเนื้อหาทำงานร่วมกันในการเพิ่ม Organic Traffic ซึ่ง SEO ช่วยปรับเนื้อหาให้เหมาะสำหรับเครื่องมือค้นหา ขณะที่การทำ Content Marketing มุ่งสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าและน่าแบ่งปัน

 

  • • วัดผลลัพธ์ได้: ด้วยเครื่องมืออย่าง Google Analytics และ Google Search Console คุณสามารถติดตามและวัดความสำเร็จของการทำ SEO ของคุณได้ การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและปรับแต่งกลยุทธ์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SEO


บทบาทของ SEO ในการตลาดดิจิทัลคือการเพิ่มการปรากฏตัวแบบออร์แกนิกและดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่เว็บไซต์ โดยการปรับปรุงเนื้อหาและโครงสร้างให้เหมาะกับเครื่องมือค้นหา


ทำได้ แต่ต้องใช้เวลา การเรียนรู้และติดตามแนวโน้มอุตสาหกรรม รวมไปถึงอัลกอริทึมเครื่องมือค้นหาอยู่เสมอ


สามารถเริ่มเรียนรู้ SEO ได้โดยอ่านแหล่งข้อมูลออนไลน์ ดูวิดีโอสอน และลองปรับ SEO ให้เว็บไซต์ของคุณ การเข้าร่วมในกลุ่มคนที่พูดคุยเรื่อง SEO หรือเข้าอบรมก็เป็นประโยชน์ที่ดีเช่นกัน


แม้ไม่จำเป็น แต่เครื่องมือ SEO สามารถช่วยงาน Research Keywords วิเคราะห์คู่แข่ง ติดตามอันดับ และตรวจสอบประสิทธิภาพเว็บได้เป็นอย่างดี ช่วยประหยัดเวลาและให้ข้อมูลเชิงลึกได้อย่างมาก


SEO เป็นกลยุทธ์ระยะยาว อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะเห็นผลลัพธ์ ระยะเวลาขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ระดับการแข่งขัน คุณภาพเนื้อหา และประสิทธิผลของ SEO


Local SEO คือการปรับเว็บให้ปรากฏในผลการค้นหาท้องถิ่น เน้นเมื่อคนค้นหาธุรกิจหรือบริการใกล้ตัว รวมถึงการปรับ Google My Business Listing การลงสารบบชี้แหล่งท้องถิ่นและรีวิว เพื่อเพิ่มการปรากฏในผลการค้นหาพื้นที่


Sitemap เป็นไฟล์ที่ระบุหน้าเพจทั้งหมดในเว็บไซต์ ช่วยให้เครื่องมือค้นหาสำรวจและสร้างดัชนีเว็บได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นแผนผังโครงสร้างเว็บ ช่วยให้เครื่องมือค้นหาและสแกนหน้าเว็บทุกหน้าได้

 


ไฟล์ robots.txt เป็นไฟล์ข้อความที่อยู่ใน Root Directory ของเว็บไซต์ มีหน้าที่บอกเครื่องมือสแกนเว็บ (crawler) ของเครื่องมือค้นหาว่าควรสแกนหรือไม่สแกนหน้าเพจหรือส่วนใดของเว็บ มันช่วยควบคุมการเข้าถึงเนื้อหาของเว็บ และป้องกันไม่ให้สร้างดัชนีเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนหรือซ้ำซ้อน

 


URL เป็นมิตรกับ SEO หมายถึงที่อยู่เว็บที่ง่ายต่อการเข้าใจทั้งสำหรับผู้ใช้และเครื่องมือค้นหา โดยปกติจะมี Keywords เกี่ยวข้อง กระชับ และบรรยายเนื้อหาหน้านั้นได้อย่างถูกต้อง URL ที่เป็นมิตรกับ SEO ช่วยเพิ่มโอกาสให้หน้าเว็บจัดอันดับสูงในผลการค้นหา


การเชื่อมโยงภายใน (Internal Linking) ใน SEO หมายถึงการเชื่อมโยงหน้าเว็บต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ของคุณด้วยลิงก์ไฮเปอร์ มันช่วยทำให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจโครงสร้างของเว็บและความสัมพันธ์ระหว่างหน้าได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้โดยนำพาผู้เข้าชมไปยังเนื้อหาที่เกี่ยวข้องในเว็บของคุณ


Core Web Vitals เป็นชุดปัจจัยเฉพาะที่วัดประสบการณ์ผู้ใช้ของเว็บไซต์ ประกอบด้วยความเร็วในการโหลด ความสามารถในการโต้ตอบ และความมั่นคงทางภาพ เครื่องมือค้นหาอย่าง Google ใช้มาตรวัดเหล่านี้ในการประเมินและจัดอันดับเว็บตามประสิทธิภาพและความเป็นมิตรต่อผู้ใช้


Core Web Vitals การยัดเยียดคีย์เวิร์ด เป็นการใส่ Keywords จำนวนมากเกินไปลงในเนื้อหา ด้วยพยายามจัดการอันดับของเครื่องมือค้นหา มันคล้ายกับการใส่เกลือมากเกินไปในอาหาร – ทำให้อาหารเสียรสชาติ! เครื่องมือค้นหาไม่ชอบการยัดเยียดคีย์เวิร์ด เพราะมันทำให้เนื้อหายากต่อการอ่านและไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับผู้ใช้ ดังนั้นจึงควรใช้ Keywords อย่างเป็นธรรมชาติ และตรงกับบริบทของเนื้อหาเท่านั้น


Schema markup เปรียบเสมือนการติดแท็กพิเศษบนเว็บไซต์เพื่อช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจเนื้อหาของคุณ มันเหมือนการให้เครื่องมือสำหรับเครื่องมือค้นหาที่อธิบายรายละเอียดสำคัญของหน้านั้น เช่น สินค้าคืออะไร ขายที่ไหน หรือกิจกรรมจะเกิดขึ้นเมื่อใด  มันช่วยให้เครื่องมือค้นหาแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องมากขึ้นในผลการค้นหา ทำให้ผู้คนค้นพบสิ่งที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

บทสรุป

SEO เป็นเครื่องมือที่มีพลังในการเสริมสร้างการปรากฏตัวออนไลน์และดึงดูด Organic Traffic มายังเว็บไซต์ของคุณ

 

โดยการเข้าใจหลักการของการปรับปรุงเพื่อการค้นหา (Search Engine Optimization) และการนำกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพมาใช้ คุณสามารถเพิ่มการปรากฏตัวของเว็บไซต์ ดึงดูดจราจรที่เกี่ยวข้อง และในที่สุดก็จะบรรลุเป้าหมายของคุณได้

 

ลงทุนเวลาและความพยายามในการเรียนรู้และนำวิธีการ SEO มาใช้ คุณจะได้รับประโยชน์จากการปรากฏตัวบนออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นและประสบความสำเร็จในภูมิทัศน์ดิจิทัล

Heroleads Asia

Recent posts

ส่งต่อ Brand Identity ผ่าน Content Marketing

ส่งต่อ Brand Identity ให้แข็งแกร่ง ทัชใจ และน่าจดจำ ผ่านการทำ Content Marketing

ส่งต่อ Brand Id...
Google SGE and SEO

ส่อง ‘Google SGE’ ฟีเจอร์ใหม่แกะกล่อง-พลิกโฉม SEO ให้ทรงพลัง

ส่อง ‘Google SG...
ทำไมแบรนด์ควรทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น (Short Form Video)

ตามเทรนด์ให้ทัน! ทำไมแบรนด์ควรทำคอนเทนต์ Short Form Video ?

ตามเทรนด์ให้ทัน...

ปรึกษาแผนการตลาด
กับผู้เชี่ยวชาญของเรา

กรอกข้อมูลให้เราติดต่อกลับ เพื่อรับคำแนะนำ และ Solution ที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจคุณ พร้อมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเริ่มต้นแคมเปญ